วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เขาพระวิหาร

คำพิพากษาของศาลโลก ปี 2556



          11 พฤศจิกายน 2556 เป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ที่คนไทยทั้งประเทศต้องจดจำ เมื่อศาลโลกนัดตัดสินคดีกัมพูชาขอตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ที่ศาลโลก กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในเวลา 16.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)


16.12 น. ผู้พิพากษาศาลโลกเริ่มด้วยการสรุปเกี่ยวกับคำพิพากษาเมื่อปี 2505 เกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร ตามด้วยคำฟ้องของกัมพูชาที่ให้ยื่นขอตีความใหม่
16.19 น. ศาลโลกรับตีความคำร้องของกัมพูชา และมีอำนาจที่จะตีความคำพิพากษา ปี 2505
16.24 น. ศาลปฏิเสธที่จะตัดสินตามคำขอของกัมพูชา ที่ให้รับรองสถานะของแผนที่ภาคผนวก 1 ในฐานะเครื่องกำหนดเส้นเขตแดน เพราะอยู่นอกเหนือขอบเขตคำพิพากษาเดิม และจะพิจารณาคำพิพากษาปี 2505 เฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารเท่านั้น
16.38 น. ศาลบอกว่าการขีดเส้นตามมติ ครม. ปี 2505 ไม่ถูกต้องตามคำพิพากษาของศาล เพราะไม่ได้กำหนดตามแผนที่ภาคผวนก 1 แต่กำหนดตามสันปันน้ำ
16.55 น. ศาลโลกมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่ากัมพูชามีอธิปไตยในดินแดนทั้งหมดของปราสาทพระวิหาร และประเทศไทยต้องถอนทหารตำรวจจากเขตแดนดังกล่าว และให้ไปเจรจากันเอง  
          สรุปศาลไม่ได้ตีความเกินขอบเขตคำพิพากษาเดิม 2505 / พิพากษาเฉพาะตัวปราสาทไม่แตะพื้นที่ 4.6 ตร.กม. สั่งย้อนดูวรรค 98 ของคำพิพากษาเดิม 
ท่านทูตวีระชัย แถลงศาลโลกไม่ได้ให้พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร และภูมะเขือ แก่กัมพูชา แต่จะมีพื้นที่เล็กมากๆ ซึ่งกำลังคำนวณอยู่ 

ย้อนรอย"คดีพระวิหาร" ก่อนถึงวันพิพากษา

          คดีที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "คดีพระวิหาร" ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) กำหนดมีคำพิพากษาในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้นั้น มีที่มาจากการที่ทางการกัมพูชายื่นขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี 2505 และขอให้ศาลโลกออกคำสั่งมาตรการชั่วคราว เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2554
          กัมพูชาได้ยื่นคำร้องขอตีความคำพิพากษาของศาลเมื่อปี 1962 (พ.ศ.2505) ตามธรรมนูญข้อ 60 ของศาล โดยศาลได้พูดถึงว่าอำนาจศาลเป็นไปตามมาตรา 60 ศาลสามารถรับคำร้องของการตีความใหม่ได้ถ้ามีภาวะพิพาทจากการตีความและเรื่องขอบเขตของคำพิพากษาเดิมจริง
          จากการพิจารณาของศาลพบว่า มีความเห็นแตกต่างระหว่างคู่ความคือไทยกับกัมพูชาในเรื่องของความหมาย เหตุผลของการตีความ และความเห็นต่างกันในข้อปฏิบัติการ และยังไม่ได้ข้อยุติจริง จึงอยู่ในขอบข่ายของการตีความได้
          ในมุมมองของประเทศไทย ได้ถอนกำลังออกจากบริเวณปราสาท และได้กำหนดแต่ฝ่ายเดียวเรื่องของเขตปราสาทว่าอยู่ที่ใด จุดที่ว่านี้สะท้อนให้เห็นตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของไทยปี 1962 ที่กำหนดตำแหน่งเขตของปราสาท ประเทศไทยมีภาระหน้าที่ต้องถอนกำลัง ได้จัดทำรั้วลวดหนามตามมติ ครม. โดยไทยถือว่าบริเวณปราสาทพระวิหารไม่ได้เกินไปกว่าเส้นที่กำหนดนี้
          อย่างไรก็ดี ตรงข้ามกับมุมมองของกัมพูชา เพราะกัมพูชาไม่ได้ยอมรับการถอนกำลังของไทย หรือมองว่าไทยได้ดำเนินการตามคำพิพากษาอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ทั้งสองฝ่ายจึงมีข้อพิพาทในแง่ความหมายและขอบเขตของคำพิพากษาปี 1962 จริง เส้นตามแผนที่ภาคผนวก 1 เป็นเส้นเขตแดนระหว่างสองประเทศในบริเวณปราสาทพระวิหารหรือไม่ เป็นมุมมองที่เห็นแตกต่างกัน
          ยิ่งไปกว่านั้น ศาลพิจารณาว่าจุดยืนของสองฝ่ายที่แสดงออกมาตามคำขอของกัมพูชา ตลอดจนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ทั้งสองประเทศมีมุมมองแตกต่างกันจริง
          การขอตีความดังกล่าวนั้น ทางฝ่ายกัมพูชาขอให้ศาลตีความคำพิพากษาเดิมว่า คำพิพากษาเดิมดังกล่าวได้ตัดสินเรื่องเขตแดนไว้หรือไม่ ซึ่งกัมพูชาเห็นว่าศาลได้ตัดสินเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว โดยตัดสินให้เป็นไปตามแผนที่ "ภาคผนวก 1" ซึ่งทางฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าเป็น "แผนที่ประกอบในคำพิพากษา" เมื่อปี 2505 ดังกล่าว ในขณะที่ไทยยืนยันว่าเป็นเพียง "แผนที่ประกอบคำฟ้อง" ต่อศาลเท่านั้นเอง
          เพื่อต่อสู้คดีดังกล่าวนี้ คณะทำงานที่ประกอบด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ นำโดย นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเฮก ได้กำหนดแนวทางเพื่อต่อสู้คดีไว้หลักๆ 4 ประการดังต่อไปนี้
1.ศาลไม่มีอำนาจในการตีความ เนื่องจากคู่กรณีไม่ได้มีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับความหมายและขอบเขตของคำพิพากษาปี 2505 ฝ่ายไทยเห็นว่า คำพิพากษาเดิมดังกล่าวนั้นมีความชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว ในขณะเดียวกันทั้งไทยและกัมพูชา ต่างก็เห็นตรงกันในสารัตถะของคำพิพากษาดังกล่าวมาตลอดตั้งแต่ปี 2505 แต่ทางการกัมพูชาเพิ่งจะเปลี่ยนแปลงท่าที ไม่เห็นด้วยขึ้นมาเมื่อปี 2550 นี่เอง เพราะต้องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว ทั้งๆ ที่ไทยเสนอหลายครั้งแล้วให้ขึ้นทะเบียนร่วมกัน
2.เมื่อคำพิพากษามีความชัดเจน และไทยซึ่งแม้จะไม่ยอมรับ แต่ก็ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา ปี 2505 ไปครบถ้วนแล้วทุกประการ การปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวก็เป็นที่ยอมรับของฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน
ไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว ด้วยการถอนกำลังตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ออกจากปราสาทพระวิหาร และบริเวณใกล้เคียงปราสาท ตามขอบเขตซึ่งกำหนดโดยมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 10 กรกฎาคม 2505 ซึ่งเป็นขอบเขตที่สอดคล้องกับขอบเขตของพื้นที่พิพาทในคดีนี้แต่เดิมตามความเข้าใจทั้งของคู่ความและของศาล
3.คำขอให้ตีความของฝ่ายกัมพูชานั้น เป็นคำขอตีความในส่วนที่เป็น "เหตุผล" ประกอบคำพิพากษา ไม่ใช่ในส่วนที่เป็น "คำตัดสิน" โดยเป็นการขอให้ศาลตัดสินชี้ขาดในสิ่งที่ศาลเคยปฏิเสธที่จะตัดสินชี้ขาดไปแล้วอย่างชัดแจ้งในปี 2505 ซึ่งได้แก่เรื่อง "เส้นเขตแดน" และเรื่อง "สถานะทางกฎหมายของแผนที่ภาคผนวก 1"
ดังนั้น คำขอตีความของกัมพูชา จึงไม่ใช่เป็นคำขอตีความ แต่เป็นการอุทธรณ์คดีที่แฝงมาในรูปของการขอตีความ ซึ่งขัดกับธรรมนูญของศาลและขัดกับแนวคำพิพากษาของศาลในเรื่องของการตีความ
4.ฝ่ายไทยยืนยันว่า คำว่า "บริเวณใกล้เคียงปราสาท" ที่ปรากฏอยู่ในคำพิพากษาปี 2505 นั้น เป็นคนละเรื่องกันกับคำว่า "ดินแดนกัมพูชา" ดังนั้น การกำหนดพื้นที่ "บริเวณใกล้เคียงปราสาท" ตามคำพิพากษาเดิม จึงไม่ใช่การกำหนดเส้นเขตแดน และขอบเขตของพื้นที่ "บริเวณใกล้เคียงปราสาท" ดังกล่าวก็ไม่จำเป็นต้องมีขอบเขตเป็นเส้นเขตแดน
          นอกจากนั้น ยังชี้ให้ศาลเห็นด้วยว่า แผนที่ซึ่งฝ่ายกัมพูชาใช้ในคดีเดิม เมื่อปี 2505 กับแผนที่ซึ่งนำมาใช้อ้างว่าเป็นแผนที่ในภาคผนวก 1 ในการตีความครั้งนี้ เป็นแผนที่คนละแผนที่กัน เป็นการเลือกหยิบเอามาใช้ตามอำเภอใจ
          ความแตกต่างระหว่างแผนที่เดิมของฝ่ายกัมพูชากับการกำหนดขอบเขตพื้นที่ "ใกล้เคียงปราสาท" ของไทยนั้น แตกต่างกัน "เพียงไม่กี่เมตร" ตามความเห็นของฝ่ายกัมพูชาเอง แต่แผนที่ภาคผนวก 1 ที่นำมาอ้างใหม่ในศาลวันนี้ กลับมีพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไปมากถึง 4.5 ตารางกิโลเมตร
ด้วยเหตุผลตามข้อโต้แย้งดังกล่าวนี้ ฝ่ายไทยขอให้ศาลพิพากษาและชี้ขาดว่า
1.คำร้องขอให้ศาลตีความของฝ่ายกัมพูชานั้น ไม่เข้าเงื่อนไขที่ระบุไว้ และด้วยเหตุนี้ศาลจึงไม่มีอำนาจในการรับพิจารณาคำร้องดังกล่าว และไม่มีอำนาจที่จะตอบคำร้องดังกล่าวนั้น
2.ศาลไม่มีเหตุผลที่จะให้เป็นไปตามคำร้องขอของฝ่ายกัมพูชา และไม่มีเหตุผลที่จะตีความคำพิพากษาเดิมเมื่อปี 2505
3.ขอให้ศาลชี้ขาดอย่างเป็นทางการว่า คำพิพากษาเดิมในปี 2505 นั้น ไม่ได้เป็นการวินิจฉัยเส้นเขตแดนระหว่างราชอาณาจักรไทยและกัมพูชา โดยมีผลผูกพันและไม่ได้กำหนดขอบเขตของบริเวณใกล้เคียงปราสาทเอาไว้ในคำพิพากษาดังกล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วันแม่แห่งชาติ

วันแม่แห่งชาติ






ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติในประเทศไทย 


     วันแม่แห่งชาติ งานวันแม่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ สวนอัมพร โดยกระทรวงสาธารณสุข แต่ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไป เมื่อวิกฤติสงครามสงบลง หลายหน่วยงานได้พยายามให้มีงานวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง ต่อมาวันแม่ที่รัฐบาลรับรอง คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แต่ก็ต้องหยุดลงอีกในหลายปีต่อมา เนื่องจากกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ส่งผลให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติซึ่งรับหน้าที่จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน
     ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันแม่ขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวเท่านั้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้กำหนดวันแม่ขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอน โดยถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดให้ดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ คือ ดอกมะลิ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ทำไมจึงใช้ดอกมะลิเป็นดอกไม้ประจำวันแม่

     การที่ใช้ดอกมะลิ เป็นสัญลักษณ์วันแม่ ก็เพราะดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมที่หอมไปไกลและหอมได้นาน ผลิดอกได้ทั้งปี อีกทั้งยังนำไปปรุงเป็นเครื่องยาหอมใช้บำรุงหัวใจได้ด้วย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ลึกซึ้งที่แม่มีต่อลูก เป็นความรักที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาที่ไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีพิษมีภัย มีแต่ความชุ่มชื่นใจดั่งความหอมของดอกมะลิ





กลอนวันแม่
                               พระคุณแม่ยิ่งใหญ่กว่าใครผอง แม่อุ้มท้องลูกรักนานหนักหนา
ให้กำเนิดเฝ้าเลี้ยงดูตลอดมา ในโลกาหาใครมาเทียมทัน
วันลูกเกิดอกแม่เจ็บเหมือนเหน็บศร แต่ก็ซ่อนความดีใจไม่เหหัน
น้ำตาแห่งความดีใจไหลเร็วพลัน สุดตื้นตันดวงใจได้ลูกยา
นมสองเต้าของแม่แน่แนบจิต แม่อุทิศเลือดเนื้อเพื่อลูกหนา
น้ำนมแม่กลั่นจากอกยกออกมา ให้ลูกยาดื่มด่ำอย่างหนำใจ

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีของมาเลเซีย


การเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีของมาเลเซีย

ผลการเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซียครั้งล่าสุดปรากฏว่า นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค สามารถนำพรรคบาริซัน นาซิอองแนล ซึ่งเป็นแกนนำในพรรคอัมโน คว้าชัยชนะได้สำเร็จด้วยที่นั่ง 133 ที่นั่ง จากจำนวนที่นั่งทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎร 222 ที่นั่ง ซึ่งทำให้พรรคอัมโนที่ครองอำนาจมานานถึง 56 ปี ยังคงเป็นรัฐบาลต่อไป และทำให้นายนาจิบสามารถอ้างได้ว่า ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนให้ดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2
แม้นายนาจิบประกาศว่า ผลการเลือกตั้งถือว่าชาวมาเลซียได้ตัดสินใจแล้ว แต่นายอันวาร์หัวหน้าพรรคพันธมิตรฝ่ายค้าน ประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง โดยกล่าวหาว่า มีการฉ้อโกง และทางพรรคจะยื่นดำเนินการทางด้านกฎหมาย แต่คาดว่าความพยายามของนายอันวาร์จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งได้
นายนาจิบวัย 59 ปี เป็นบุตรของตวนกูอับดุล ราห์มาน นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของมาเลเซีย เขาจบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากอังกฤษ และได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.ครั้งแรกเมื่อปี 2519 หลังจากเก้าอี้ในสภาว่างลงเนื่องจากบิดาถึงแก่อสัญกรรม

ท่ามกลางกระแสเรียกร้องอย่างหนักจากหลายฝ่ายที่ต้องการให้รัฐบาลทำการปฏิรูปทางการเมือง พรรคอัมโนพยายามแสดงตัวว่ามีการปฏิรูป เช่นการออกกฎหมายด้านความมั่นคงฉบับใหม่ แต่พรรคฝ่ายค้านได้เรียกร้องให้นายนาจิบยุติการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จและขจัดการคอร์รัปชันอย่างกว้างขวาง แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองมากเท่าที่ควร
นายนาจิบพยายามสร้างคะแนนนิยมด้วยการผลักดันการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งการศึกษา ทั้งยังใช้นโยบายแบบประชานิยมด้วยการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ และแจกเงินให้แก่ประชาชนในโครงการต่างๆ
นายนาจิบยังเคยดำรงตำแหน่งระดับสูงในธนาคารกลาง และเคยเป็นรัฐมนตรี หลายสมัย ทั้งรัฐมนตรีคลัง และรัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งเมื่อครั้งที่อยู่ในตำแหน่งหลัง เขาถูกกล่าวหาว่ารับเงินสินบนจากการซื้อเรือดำน้ำจากฝรั่งเศสเมื่อปี 2545 แต่นายนาจิบปฏิเสธ
ผู้นำมาเลเซียเคยกล่าวว่า ถึงแม้หลายฝ่ายในประเทศมีความวิตกกังวลในด้านต่างๆ แต่พรรคอัมโนได้ดำเนินการปฏิรูปอย่างกว้างขวาง ซึ่งครอบคลุมถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทำให้รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่เปิดกว้างและโปร่งใสมากที่สุดในประวัติศาสตร์
ชัยชนะในครั้งนี้ ทำให้นายนาจิบมีสถานะที่มั่นคงขึ้นต่อการยืนหยัดต่อสู้กับเสียงวิจารณ์ต่างๆ